วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ดอกบัวหลวง

ดอกบัวหลวง
                   
ดอกไม้ประจำจังหวัด ปทุมธานี, พิจิตร, สุโขทัย, หนองบัวลำภู, อุบลราชธานี
ชื่อสามัญ Nelumbo nucifera
ชื่อวิทยาศาสตร์ Nymphaea lotus Linn.
วงศ์ NYMPHACACEAE
ชื่ออื่น บุณฑริก, สัตตบงกช
ลักษณะทั่วไป เป็นพรรณไม้น้ำประเภทพืชล้มลุก มีลำต้นและหัวอยู่ในดินใต้น้ำ การเจริญชูก้านใบและดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ ใบมีลักษณะกลมกว้างใหญ่ ผิวใบเรียบ สีเขียวขอบน้ำตาล ดอกเป็นกลีบซ้อนกันหลายชั้น มีสีขาว ชมพู เหลือง ลักษณะ สีสัน ขนาดของใบและดอกขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ 
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด แยกกอจากหัวหรือเหง้า
สภาพที่เหมาะสม ดินเหนียว ดินนา ดินผสมอินทรีย์ ต้องการน้ำมากเพราะเป็นพืชเจริญในน้ำ แสงแดดอ่อน จนถึง แดดจัด           ถิ่นกำเนิด   แถบทวีปเอเซีย เช่น ประเทศจีน อินเดีย และไทย
     ในปี ๒๔๙๔ นักพฤกษศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้ค้นพบซากเรือแคนูยุคหินใหม่ (NEOLITHIC) ลำหนึ่งใกล้ๆ กับกรุงโตเกียว ในเรือลำนั้นมีซากของใบไม้ทับถมอยู่ เมื่อขุดคุ้ยลงไป ได้พบเมล็ดของบัวหลวง ๓ เมล็ด ฝังไว้อย่างดี และยังมีความสมบูรณ์มาก สร้างความฉงนให้นักพฤกษศาสตร์ในอายุของเมล็ดบัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อนำไปทดสอบ ปรากฏว่ามีอายุมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี เมื่อความสมบูรณ์ของเมล็ดมีอยู่มาก พอนำมาทดลองเจาะดู เพียง ๔ วัน ความมหัศจรรย์พลันปรากฏขึ้น เมล็ดทั้งสามแตกงอกขึ้นเป็นต้น จากนั้นกล้าอ่อนได้รับความทะนุถนอมอย่างดี ๑๔ เดีอนฝานไป ดอกบัวหลวงจากต้นที่งอกมาจากเมล็ดอันเก่าแก่ได้เบ่งบานสวยงามตระการตา ไม่ผิดแผกจากดอกบัวหลวงที่ขึ้นในปัจจุบัน
     บัวหลวงเป็นพืชน้ำที่มีความสำคัญยิ่ง โดยถือว่าเป็นราชินีแห่งพื้นน้ำที่มีความงามและประโยชน์นานัปการ นอกจากความสำคัญูทางพฤกษชาติแล้ว บัวหลวงยังมีความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ทั้งสัญลักษณ์และอามิสบูชา
     ในทางพฤกษศาสตร์ บัวหลวงอยู่ในวงศ์ NYMPHAE- ACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า NELUMBO NUCI- FERA GAERIN หรือมีชื่อเรียกว่า SACRED LOTUS มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน ตั้งแต่ดอกที่มีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ มีกลีบซ้อนกันเล็กน้อย หรีอมีเกสรตัวผู้ที่มีรูปร่างดั่งกลีบซ้อนกันนับร้อย
     บัวหลวงมีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนและอบอุ่น พบได้ตามแหล่งน้ำทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วดอกบัวหลวงจะมีสีขาวหรือชมพู อาจจะอมส้ม หรืออมมวงบ้าง
     กล่าวกันว่าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีบัวหลวงพันธุ์หนึ่ง ออกดอกสีขาว แต่ไม่มีหลักฐานยีนยันแน่นอน บัวหลวงสีขาวมีชื่อเรียกว่า บุณฑริก ส่วนสีชมพูมีนามว่าปทุมปัทมา
หรีอโกกระณต ส่วนพันธุ์ที่มีกลีบพร้อมทั้งมีเกสรดัวผู้บางส่วน ลักษณะคล้ายกลีบนับร้อยสีชมพุอมม่วงเรียกว่า สัตตบงกช หรือบัวฉัตรชมพู ส่วนสีขาวเรียกว่า สัตตบุษย์ หรีอบัวฉัตรขาว นอกจากความงดงามที่ตรึงตาแลัวบัวหลวงยังมีกลิ่นหอมละมุน
     มนุษย์ได้รู้จักคุณค่าอันมีประโยชน์และสรรพคุณด้านยาสมุนไพรของบัวหลวงมาช้านานแล้ว ในการประกอบอาหาร ส่วนของใบนำเป็นภาชนะ และสร้างกลิ่นหอมหวลให้กับอาทาร เช่น ข้าวห่อใบบัว ใบอ่อนรับประทาน เช่นผักชนิดหนึ่งกับเครื่องจิ้ม เมล็ดจากฝักบัวทั้งสดและแห้ง นำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน ส่วนรากเทง้านำมาต้มเป็นเครื่องดื่ม
     สรรพคุณด้านสมุนไพร เมล็ดบัวบำรุงรักษาประสาทและไต หรือแม้อาการท้องร่วงหรือบิดเรื้อรัง ดีบัวหรือต้นอ่อนที่อยู่ในเมล็ดมีสีเขียวเข้ม ใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ พบว่าตัวยามีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทัวใจ เกสรตัวผู้เมื่อตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยาไทย-จีนหลายชนิด เช่น ยาลม ยาหอม หรือแม้แต่ยานัตถุ์ นอกจากนี้ยังนำมาต้มน้ำดี่ม ก้านใบและก้านดอกนำมาทำยาเเก้ท้องร่วง ส่วนของรากหรือเหง้านำมาต้มน้ำใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ พร้อมทั้งมีสรรพคุณห้ามเลีอด จึงเห็นได้ว่าประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวหลวงมีอยู่มาก
     นอกจากเป็นสมุนไพรแล้วบัวหลวงยังใช้ประโยชน์ในทางอี่น เช่น กลีบแห้งใช้มวนบุหรี่ในอดีต เรียกว่า บุหรี่กลีบบัว ใบแก่นำมาตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยากันยุง เปลือกบัวนำมาเป็นวัสดุในการปลูกเห็ดชนิดหนึ่งเรียกว่า เห็ดบัว 
     ในทางแห่งพระพุทธศาสนา ดอกบัวหลวงมีความสำคัญเกี่ยวข้องอยู่หลายประการกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบปัญญาขาแห่งบุคคลที่สามารถรู้และเข้าใจธรรมะ เพื่อความหลุดพ้น ๔ จำพวกด้วยกัน ดอกบัว ๔ เหล่านี้เปรียบได้กับดอกบัวที่ตั้งพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ก็จะบานในวันนี้ คือผู้รู้เข้าใจธรรมะได้ฉับพลันตั้งแต่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง ดอกบัวประเภทที่ ๒ ดั่งดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันรุ่งขึ้น เฉกผู้รู้เข้าใจต่อเมื่อท่านได้ขยายความแห่งธรรมะนั้น ประเภทต่อมาคือดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำยังไม่โผล่พ้นน้ำ จักบานในวันด่อ ๆ ไป คือผู้ที่พอจะแนะนำต่อไปได้เพื่อเข้าใจในธรรมะ ประเภทสุดท้ายคีอ ดอกบัวที่จมอยู่ในน้ำ กลายเป็นภักษาหารแห่งปลาและเต่าคือผู้ที่ได้แค่ตัวบทหรีอถ้อยคำเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าใจความหมายรู้ในธรรมะได้
     ดอกบัวหลวง สำหรับชาวพุทธถือว่ามีความสำคัญที่เป็นอามิสบูชา เกี่ยวข้องโดยตรงสำหรับการบูชาพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
  http://www.oknation.net/blog/sertphoto/2008/08/09/entry-1
การจัดสวนถาด ต้องคิดและทำเป็นข้นตอนตามลำดับก่อนหลัง จะทำให้การจัดสวนถาดแต่ละครั้นตอนสอดรับกัน ผลสุดท้ายก็จะได้สวนถาดตามที่ต้องการขั้นตอนการจัดทำได้แก่ กำหนดรูปแบบเตรียมเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เตรียมดินและดำเนินการจัดทำ
กำหนดรูปแบบ
ขั้นตอนแรก ได้แก่ การกำหนดรูปแบบของสวนที่จะจัด โดยคิดรูปแบบที่จะจัด ว่าจะจัดสวนถาดแบบใด จะจัดแบบแจกัน แบบย่อทิวทัศน์ธรรมชาติ หรือแบบย่อเรื่องราว จากนั้นจึงตัดสินใจเลือกรูปแบบ ขั้นตอนต่อไปคิดรูปทรงหรือรูปรางหน้าตาของสวนที่จะจัดว่าควรมีรูปทรงอย่างไรเหมาะสมหรือไม
เตรียมเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์
เมื่อได้กำหนดรูปแบบและรูปทรงของสวนที่จะจัด จะทำให้ผู้จัดมองเห็นโครงสร้างหรือโครงสวนถาด ทำให้รู้ว่าวัสดุอุปกรณ์หลักที่จะใช้ประกอบเป็นโครงสวนถาด ได้แก่อะไรบ้าง วัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบเป็นโครงสวนน้ำตก ได้แก่หินรูปทรงต่าง ๆ ที่จะใช้ประกอบเป็นน้ำตก รากไม้แก่นไม้ที่คดโค้ง เพื่อให้มอสส์และเฟิร์นเกาะกี่ยวเจริญงอกงามจะต้องบันทึกรายการอุปกรณ์และจัดเตรียมให้เรียบร้อย โดยเฉพาะถาดต้องล้างให้สะอาด เพราะต้องนำมาใช้ในการวางโครงสวน ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้ในการจัดสวนถาดต้องเตรียมให้พร้อมที่จะใช้งาน
เตรียมดิน
เมื่อกำหนดรูปแบบของสวนถาดไว้แล้ว และรู้ว่าจะใช้ต้นไม้อะไรบ้าง จึงต้องเตรียมดินที่จะใช้จัดสวนถาดเอาไว้ให้พร้อม และเหมาะสมกับต้นไม้ที่นำมาใช้จัดสวนถาด ส่วนผสมของดินเตรียมตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
ดำเนินการจัดทำ
เมื่อได้กำหนดรูปแบบของสวน ได้จัดเตรียมอุปกรณ์และได้เตรียมดินไว้พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปได้แก่ การจัดทำสวนถาด ดังนี้
1. พิจารณาขนาดวัสดุอุปกรณ์หลักและขนาดของถาดเพื่อจะได้รู้ว่าขนาดของอุปกรณ์หลักได้สัดส่วนกับขนาดของถาดหรือไม่ ถ้าไม่ได้สัดส่วนกันให้เปลี่ยนถาดใหม่ เพราะการจัดหาถาดทำได้ง่ายกว่าการจัดหาวัสดุอุปกรณ์หลัก วัสดุอุปกรณ์หลัก เช่น หิน รากไม้ แก่นไม้และต้นไม้ที่จะใช้เป็นโครงสวน
2.พิจารณาขนาดของวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้จัดในถาดเดียวกัน โดยพิจารณาว่าขนาดของวัสดุอุปกรณ์หลักแต่ละชิ้นได้สัดส่วนกันหรือไม่ ควรใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้สัดส่นกันในด้านของขนาด ถ้าขนาดไม่ได้สัดส่วนกัน เช่นเล็กใหญ่ต่างกันมาก ในกรณีเช่นนีต้องจัดหาวัสดุอุปกรณ์ใหม่
3.พิจารณาด้านรูปทรงของวัสดุอุปกรณ์หลัก วัสดุอุปกรณ์หลักที่นำมาประกอบเป็นโครงสวนต้องกลมกลืนกันในด้านรูปทรง รูปทรงจะกลมกลืนกันประมาณร้อยละ70-80และแตกต่างกันประมาณร้อยละ 30-20
4.วางโครงร่างของสวนถาด หมายถึงโครงสร้างใหญ่ของสวนเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงรายละเอียดทั้งหมดของสวนถาดการวางโครงสวนถาดทำได้หลายวิธี
4.1รองก้นกระถางและใส่ดินในกระถาง โดยนำอิฐที่ทุบเป็นก้อนขนาดปลายนิ้วก้อยใช้รองก้นกระถางและปิดรูกระถาง
4.2กำหนดมุมมองที่สำคัญที่สุด การจัดสวนถาดจึงต้องให้สวยงามมีความละเอียด ประณีต และสะอาดทุกด้าน
4.3กำหนดตำแหนงจุดเด่น ให้จุดเด่นอยู่ตรงจุดสนใจและสัมพันธ์กับมุมมองที่สำคัญที่สุดใช้สิ่งใดเป็นจุดเด่นให้วางสิ่งนั้นตรงจุดนั้น                        แหล่งที่มา   http://www.triamudomsouth.ac.th/07_g/h%2040247/garden_007.html

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อยากบอกแม่ว่า...

อยากบอกแม่ว่า...
หนูรักแม่มากอยากให้แม่อยู่กับหนูนานๆๆสิ่งไหนที่เคยทำให้แม่เสียใจก็ขอโทษด้วยค่ะและขอโทษแม่ที่ทำให้ต้องร้องไห้กับการกระทำของหนูแต่แม่ก็ไม่โกรธหนู
รักแม่มากและจะตลอดไปขอให้สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วย


วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประโยชน์ของเหงื่อ


ความลับของหยาดเหงื่อ 

          ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้นในการออกเดทครั้งแรก หรือความเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายในฟิตเนส กิจกรรมที่ดูต่างกันโดยสิ้นเชิงนี้ก็ชวนให้เหงื่อตกได้เหมือน ๆ กัน ไปทำความรู้จักกับหยาดน้ำเค็ม ๆ ที่พรั่งพรูออกมาจากร่างกายเราว่าคืออะไรและมาจากไหนกันเถอะ

 ที่มาของเหงื่อ

          เคยสังเกตไหมว่าความร้อนและเหงื่อมักจะมาคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นยามอากาศร้อน ขณะที่เรากำลังใช้แรงงานกล้ามเนื้ออย่างหนัก หรือตื่นเต้นหวาดกลัวจนเส้นประสาทถูกกระตุ้นมาก ๆ จนเหงื่อผุดพราว ซึ่งที่จริงแล้วคือทางออกที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาช่วย เพื่อบรรเทาความร้อน และสร้างความเย็นขึ้นมาทดแทน เพื่อเป็นการปรับสมดุลให้ร่างกายของเรา และที่เกิดความเย็นได้ ก็เพราะในเหงื่อนั้นประกอบด้วยน้ำเป็นหลักนั่นเอง และแร่ธาตุรองลงมาก็คือคอลไรด์และโพแทสเซียม

กลิ่นของเหงื่อ
          เหงื่อออกเป็นหนึ่งในกลไกตอบโต้ทางธรรมชาติของร่างกาย ที่หลายคนคงอยากให้เกิดน้อยที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้เหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัวแล้ว กลิ่นที่ตามมาก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไร แถมเหงื่อของบางคนยังมีกลิ่นแรงเป็นพิเศษเสียด้วย ชนิดที่ทำให้คนรอบตัวที่ไม่คุ้นเคยต้องรีบอุดจมูกแล้วเดินหนี ความจริงแล้วเหงื่อของคนเรานั้นไม่มีกลิ่นเลย แต่เมื่อผสมกันเข้ากับแบคทีเรียบนผิวหนังเส้นขน รวมทั้งกรดไขมันจากอาหารที่เรากินเข้าไป จึงทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมาได้

          ต่อมเหงื่อของเรานั้นมีสองประเภท หากเป็นเหงื่อที่ออกทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้านั้นจะมาจากต่อมที่เรียกว่า Eccrine ซึ่งเริ่มผลิตเหงื่อตั้งแต่เรายังเป็นเด็กแรกเกิดเลยทีเดียว จึงมักไม่ค่อยจะมีกลิ่นรุนแรงเท่าเหงื่อที่มาจากต่อม Apocrine ที่อยู่ตรงบริเวณรักแร้และซอกขาใกล้ทวารหนักและอวัยวะเพศ ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่ออย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และหากส่องดูกันอย่างใกล้ชิดแล้วจะเห็นได้ว่า มีทั้งกรดไขมันและโปรตีนผสมอยู่ ซึ่งทำให้เหงื่อที่ออกมาเป็นสีเหลืองขุ่นเล็กน้อย และมักเห็นเป็นคราบบนเสื้อผ้าได้ง่าย นี่เองจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมบรรดาผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายต่าง ๆ จึงได้พุ่งเป้าหมายการกำจัดกลิ่นไปที่บริเวณรักแร้กันเป็นพิเศษ

เหงื่อที่ผิดปกติ
          บางคนมีเหงื่อออกมากเกินไปจนน่ารำคาญ และทำให้เจ้าตัวเกิดความอับอายอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเหงื่อตามฝ่ามือและซอกรักแร้ที่เปียกโชกเป็นวง สาเหตุนั้นทางการแพทย์เองก็ยังไม่อาจระบุได้ชัดเจน แต่อาจมีที่มาดังนี้ และสามารถรักษาได้ด้วยการกินยาหรือการผ่าตัด
         1.  ความไม่สมดุลของฮอร์โมน เช่น อาการเมโนพอส (Menopause)
         
         2.     ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติซึ่งทำให้ร่างกายผลิตความร้อนได้สูง

         3. ยาที่ใช้บางประเภท   4.อาหาร เช่น กาแฟที่มีกาเฟอีนสูง

        5. ระบบประสาททำงานหนักจนเกินไป


FUN FACTS ABOUT SWEAT รู้ไหมว่า...

          คนเรามีต่อมเหงื่อกระจายอยู่ทั่วร่างกายถึงประมาณคนละ 2.6 ล้านต่อม
          
          เหงื่อที่ออกตรงฝ่ามือและรักแร้นั้นไม่เหมือนกัน และให้กลิ่นแตกต่างกันด้วย

           หากสังเกตให้ดี แท้จริงแล้วเรามีเหงื่อออกอยู่ตลอดเวลา

           หากอากาศร้อนมาก ๆ คนเราอาจเสียเหงื่อได้ได้มาถึงชั่วโมงละ 1 ลิตร

           เหงื่อมีรสเค็มเนื่องจากมีแร่ธาตุสำคัญคือ โซเดียมและโพแทสเซียม

      หากเหงื่อออกมากแล้วไม่รีบดื่มน้ำเข้าไปทดแทน อาจทำให้เป็นลม เกิดปัญหาในระบบไหลเวียนหรือไตวายได้

           เครื่องจับเท็จสามารถวัดได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของไฟฟ้าสถิตในผิวหนัง และเหงื่อที่ออกเวลาเรากลัวหรือตื่นเต้น
แหล่งที่มา :http://www.vcharkarn.com/varticle/39359